<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?>
    <rss version="2.0"
    xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
    xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
    xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
    xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/">
    <channel>
      <title>CryptoSiam ข่าวคริปโตเคอเรนซี Bitcoin และ Blockchain เพื่อคนไทย</title>
      <link>https://cryptosiam.com</link>
      <description>ข่าวอัปเดตล่าสุด Blockchain และ Cryptocurrency, Bitcoin, Ethereum และราคา ศูนย์รวมข่าวคริปโตและบิทคอยน์ของประเทศไทย</description>
      <atom:link href="https://cryptosiam.com/rss/light.xml" rel="self" type="application/rss+xml" />
      <item>
        <title><![CDATA[วาฬ XRP ถอนเหรียญกว่า 720 ล้าน XRP ออกจากกระดานเทรด ขณะที่ข้อมูลชี้อาจเป็นจังหวะสะสมก่อนราคาพุ่ง 50%]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/xrp-whale-withdrawals-top-720m-as-risk-adjusted-returns-hints-an-opporunity</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/xrp-whale-withdrawals-top-720m-as-risk-adjusted-returns-hints-an-opporunity</link>
        <pubDate>Wed, 17 Jun 2026 03:24:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[กระเป๋าวาฬ XRP ถอนเหรียญออกจากศูนย์ซื้อขายมากกว่า 720 ล้าน XRP ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ ขณะที่ตัวชี้วัดด้านความเสี่ยงและผลตอบแทนเริ่มส่งสัญญาณคล้ายช่วงสะสมในอดีต ซึ่งเคยนำไปสู่การปรับตัวขึ้นของราคามากกว่า 50%]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> กิจกรรมของนักลงทุนรายใหญ่ในตลาด XRP กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังข้อมูลออนเชนเผยว่ามีการถอน XRP มากกว่า 720 ล้านเหรียญออกจากกระดานซื้อขายคริปโตตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่ามกลางการฟื้นตัวของราคาสู่ระดับ 1.30 ดอลลาร์ และสัญญาณหลายด้านที่เริ่มบ่งชี้ว่าตลาดอาจกำลังเข้าสู่ช่วงสะสมก่อนการปรับตัวขึ้นรอบใหม่ </p><h2>วาฬ XRP เคลื่อนย้ายเหรียญออกจาก Exchange อย่างต่อเนื่อง</h2><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก CryptoQuant ระบุว่า ระหว่างวันที่ 3-14 มิถุนายน มีการถอน XRP ออกจากกระดานเทรดต่าง ๆ รวมกันราว 722 ล้าน XRP โดยธุรกรรมส่วนใหญ่เป็นการเคลื่อนย้ายมากกว่า 1 ล้าน XRP ต่อรายการ ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมของนักลงทุนรายใหญ่หรือ "วาฬ" </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/4428f387-7f8e-473e-8707-e656461511af" alt="ปริมาณการไหลออกรายวันของ XRP จากหลากหลายกระดานเทรด ที่มียอดสูงกว่า 1 ล้านเหรียญ ( ที่มา :&nbsp;CryptoQuant )"><figcaption class="fig-cap">ปริมาณการไหลออกรายวันของ XRP จากหลากหลายกระดานเทรด ที่มียอดสูงกว่า 1 ล้านเหรียญ ( ที่มา :&nbsp;CryptoQuant )</figcaption></figure><p class="paragraph"> Binance เป็นแพลตฟอร์มที่มีการถอนเหรียญมากที่สุด โดยคิดเป็นประมาณ 425 ล้าน XRP ของยอดถอนทั้งหมด </p><p class="paragraph"> แม้ว่าการถอนเหรียญออกจาก Exchange จะไม่ได้ยืนยันโดยตรงว่ามีการสะสมเพิ่มขึ้น แต่ก็ส่งผลให้ปริมาณ XRP ที่พร้อมขายในตลาดลดลง ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทานในระยะสั้น </p><h2>Upbit กลายเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของ XRP</h2><p class="paragraph"> อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการเคลื่อนไหวของกระเป๋า XRP บน Upbit ซึ่งเป็นกระดานเทรดรายใหญ่ของเกาหลีใต้ </p><p class="paragraph"> Amr Taha นักวิเคราะห์คริปโตเปิดเผยว่า สัดส่วน Net Wallet Flow ของ XRP บน Upbit เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 31% เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน จากเพียง 13% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 </p><p class="paragraph"> การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการฟื้นตัวของราคา XRP กว่า 5% สู่ระดับ 1.30 ดอลลาร์ โดยกิจกรรมการฝากและถอนเหรียญเริ่มกระจุกตัวอยู่ที่ Upbit มากขึ้น ขณะที่ส่วนแบ่งของ Exchange รายใหญ่อื่น ๆ ลดลง </p><h2>วาฬยังคงครองสัดส่วนการถอน XRP บน Binance</h2><p class="paragraph"> ข้อมูลอีกชุดจาก Binance แสดงให้เห็นว่านักลงทุนรายใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มหลักในการเคลื่อนย้าย XRP ออกจากแพลตฟอร์ม </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/d22fa0a4-71fd-4664-8150-4e1673cf7791" alt="ส่วนต่างสัดส่วนระหว่างนักลงทุนรายใหญ่ และรายย่อยของ XRP บนกระดาน Binance ในรอบ 30 วัน (&nbsp;ที่มา : CryptoQuant )"><figcaption class="fig-cap">ส่วนต่างสัดส่วนระหว่างนักลงทุนรายใหญ่ และรายย่อยของ XRP บนกระดาน Binance ในรอบ 30 วัน (&nbsp;ที่มา : CryptoQuant )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ตัวชี้วัด Binance Whale vs. Retail Spread ซึ่งใช้วัดความแตกต่างระหว่างการถอนของวาฬ (มากกว่า 100,000 XRP ต่อธุรกรรม) และนักลงทุนรายย่อย ปัจจุบันอยู่ใกล้ระดับ 90% </p><p class="paragraph"> ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่าการถอน XRP ส่วนใหญ่บน Binance ยังคงมาจากกลุ่มวาฬเป็นหลัก </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าตัวชี้วัดนี้ไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มขาขึ้นหรือขาลงโดยตรง เนื่องจากสะท้อนเพียงพฤติกรรมการเคลื่อนย้ายเหรียญออกจาก Exchange ไม่ใช่การซื้อหรือขายในตลาด </p><h2>Sharpe Ratio ติดลบ อาจเป็นสัญญาณสะสมระยะยาว</h2><p class="paragraph"> อีกหนึ่งตัวชี้วัดที่กำลังได้รับความสนใจคือ Sharpe Ratio ของ XRP ซึ่งยังคงอยู่ในแดนลบ </p><p class="paragraph"> Sharpe Ratio เป็นเครื่องมือวัดผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง โดยช่วยประเมินว่านักลงทุนได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ากับความผันผวนที่ต้องเผชิญหรือไม่ </p><p class="paragraph"> ปัจจุบัน Sharpe Ratio ของ XRP อยู่ที่ประมาณ -0.36 ลดลงจากระดับบวก 0.18 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา </p><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก CryptoQuant ระบุว่า ในอดีต XRP มักสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วงที่ Sharpe Ratio อยู่ในแดนลบ โดยผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงดังกล่าวมักสูงกว่า 50% ก่อนที่แนวโน้มการปรับขึ้นจะเริ่มชะลอลงเมื่อ Sharpe Ratio กลับมาเป็นบวก </p><p class="paragraph"> ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2022 เมื่อ Sharpe Ratio ลดลงสู่ระดับ -1.097 ขณะที่ XRP ซื้อขายอยู่บริเวณ 0.33 ดอลลาร์ ก่อนที่ราคาจะพุ่งขึ้นจนแตะจุดสูงสุดของรอบที่ 3.14 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2025 </p><h2>โอกาสและความเสี่ยงยังคงอยู่</h2><p class="paragraph"> แม้ข้อมูลหลายด้านจะเริ่มสะท้อนสัญญาณเชิงบวกจากการเคลื่อนไหวของวาฬและตัวชี้วัดด้านความเสี่ยง แต่บรรดานักวิเคราะห์ยังคงเตือนว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้รับประกันว่าราคาจะฟื้นตัวทันที </p><p class="paragraph"> ก่อนหน้านี้ Teddy นักวิเคราะห์ตลาดคริปโตเคยชี้ว่า Sharpe Ratio ที่ติดลบอย่างหนักมักเป็นช่วงเวลาที่ตลาดเผชิญ "ความเจ็บปวด" มากกว่าการเริ่มต้นแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาดังกล่าวมักเป็นบริเวณที่นักลงทุนระยะยาวเริ่มทยอยสะสมสินทรัพย์ และในอดีตก็เคยเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวครั้งใหญ่หลายครั้ง </p><p class="paragraph"> ด้วยเหตุนี้ การถอน XRP ออกจาก Exchange จำนวนมหาศาล ประกอบกับ Sharpe Ratio ที่ยังอยู่ในแดนลบ อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงสะสมอีกครั้ง แต่ผู้ลงทุนยังควรจับตาความผันผวนในระยะสั้นอย่างใกล้ชิด ก่อนที่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่จะได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/markets/xrp-whale-withdrawals-top-720m-as-risk-adjusted-returns-hints-an-opporunity">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/4ee102d7-3b5f-43ee-8fb5-24134e23a552/hams-rectangle-template-2026-06-17t102429.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Bitcoin พุ่งทะลุ 67,000 ดอลลาร์ หลังสหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง นักลงทุนเริ่มจับตาโอกาสกลับสู่ตลาดขาขึ้น]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-tops-67k-following-us-iran-peace-deal-is-it-a-bull-trap</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-tops-67k-following-us-iran-peace-deal-is-it-a-bull-trap</link>
        <pubDate>Wed, 17 Jun 2026 02:19:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[Bitcoin ดีดตัวเหนือ 67,000 ดอลลาร์หลังข่าวข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านช่วยคลายความกังวลในตลาดการเงินโลก แม้ข้อมูลตลาดอนุพันธ์ยังสะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุน แต่แรงซื้อจากกองทุน Spot Bitcoin ETF และการสะสมเหรียญอย่างต่อเนื่องของ Strategy ยังคงเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อแนวโน้มราคา]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Bitcoin ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 67,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเมื่อช่วงปลายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากตลาดเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/cbed266e-d1a2-4f0f-8b88-73328c598463" alt="กราฟเปรียบเทียบระหว่างราคาน้ำมันดิบ Brent กับดัชนี Nasdaq 100 ( ที่มา :&nbsp;TradingView )"><figcaption class="fig-cap">กราฟเปรียบเทียบระหว่างราคาน้ำมันดิบ Brent กับดัชนี Nasdaq 100 ( ที่มา :&nbsp;TradingView )</figcaption></figure><p class="paragraph"> การคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 100 วัน ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้นกว่า 3% สะท้อนการกลับมาของความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม แม้ Bitcoin จะสามารถทะลุระดับ 67,000 ดอลลาร์ได้ แต่ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์ยังบ่งชี้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจต่อการฟื้นตัวครั้งนี้อย่างเต็มที่ </p><h2>ตลาดอนุพันธ์สะท้อนความระมัดระวัง</h2><p class="paragraph"> ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอัตราพรีเมียมของสัญญา Bitcoin Futures หรือ Basis Rate อยู่ที่เพียง 2% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับ 4% ที่ถือเป็นภาวะปกติของตลาดขาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ </p><p class="paragraph"> ที่สำคัญ ตัวชี้วัดดังกล่าวไม่สามารถกลับขึ้นเหนือระดับ 4% ได้ติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังไม่ต้องการเปิดสถานะ Long ด้วย Leverage ในระดับสูง แม้ Bitcoin จะดีดตัวขึ้นกว่า 4% ภายในวันเดียว จนส่งผลให้สถานะ Short ถูกบังคับปิด (Short Liquidation) มูลค่ากว่า 210 ล้านดอลลาร์ก็ตาม </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน ตลาด Options ยังแสดงสัญญาณความกังวลต่อความเสี่ยงขาลง โดย Put Options หรือสัญญาที่ใช้ป้องกันการปรับตัวลงของราคา มีราคาพรีเมียมสูงกว่า Call Options ถึง 16% สะท้อนว่านักลงทุนจำนวนมากยังคงเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต </p><h2>ETF และ Strategy ยังเป็นแรงหนุนสำคัญ</h2><p class="paragraph"> แม้ความเชื่อมั่นในตลาดอนุพันธ์จะยังไม่แข็งแกร่ง แต่ตลาด Bitcoin ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากฝั่งสถาบัน โดยกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มียอดเงินไหลเข้าสุทธิ 86 ล้านดอลลาร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา </p><p class="paragraph"> แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังไม่มากพอที่จะชดเชยเงินทุนไหลออกสะสมกว่า 730 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน แต่ก็ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยลดแรงกดดันต่อราคาในระยะสั้น </p><p class="paragraph"> อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเดินหน้าสะสม Bitcoin อย่างต่อเนื่องของ Strategy บริษัทที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้ประกาศเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีกหลายรอบ แม้ราคาจะยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของบริษัทก็ตาม </p><p class="paragraph"> การสะสมเหรียญอย่างต่อเนื่องของ Strategy ช่วยลดความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ผู้ถือครองรายใหญ่จะเทขายสินทรัพย์จำนวนมาก ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อราคาในช่วงก่อนหน้า </p><h2>SpaceX จุดประกายความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยง</h2><p class="paragraph"> อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนคือความสำเร็จของการเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX บริษัทด้านอวกาศและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ Elon Musk </p><p class="paragraph"> SpaceX สามารถระดมทุนได้ถึง 75,000 ล้านดอลลาร์จากการเสนอขายหุ้นครั้งแรก ซึ่งถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งแตะระดับ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นกว่า 14% ในวันแรกของการซื้อขาย </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/190f642a-7171-4bdf-b845-699549e55a3f" alt="อันดับการถือครอง Bitcoin ในคลังสำรองของบริษัทมหาชน (&nbsp;ที่มา : CoinGecko )"><figcaption class="fig-cap">อันดับการถือครอง Bitcoin ในคลังสำรองของบริษัทมหาชน (&nbsp;ที่มา : CoinGecko )</figcaption></figure><p class="paragraph"> นอกจากนี้ เอกสารที่ยื่นต่อ SEC ยังเปิดเผยว่า SpaceX ถือครอง Bitcoin จำนวน 18,712 BTC ในงบดุลของบริษัทอีกด้วย ซึ่งตอกย้ำบทบาทของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่เริ่มได้รับการยอมรับจากบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกมากขึ้น </p><h2>Bitcoin ยังมีโอกาสกลับสู่ 70,000 ดอลลาร์</h2><p class="paragraph"> แม้ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์จะยังสะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุน แต่ปัจจัยมหภาคหลายด้านเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ </p><p class="paragraph"> หากสถานการณ์ดังกล่าวดำเนินต่อไป อาจเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อ Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวม </p><p class="paragraph"> ด้วยเหตุนี้ หาก Bitcoin สามารถรักษาระดับเหนือ 67,000 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง โอกาสในการกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 70,000 ดอลลาร์ในระยะถัดไปก็ยังคงเปิดกว้างอยู่เช่นกัน </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/markets/bitcoin-tops-67k-following-us-iran-peace-deal-is-it-a-bull-trap">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/aecd3106-c663-4b09-b6c2-362ece9ebf21/hams-rectangle-template-2026-06-17t091937.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Strategy เดินหน้าสะสม Bitcoin ต่อเนื่อง ซื้อเพิ่ม 1,587 BTC มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ดันยอดถือครองแตะ 846,842 BTC]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/strategy-michael-saylor-1587-btc-buy-100-million</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/strategy-michael-saylor-1587-btc-buy-100-million</link>
        <pubDate>Tue, 16 Jun 2026 05:48:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[Strategy ของ Michael Saylor เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 1,587 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 100 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทถือครอง Bitcoin รวม 846,842 BTC หลังระดมทุนกว่า 209 ล้านดอลลาร์ผ่านการขายหุ้น MSTR]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Strategy บริษัทด้านคลังสำรอง Bitcoin ที่ก่อตั้งโดย Michael Saylor และเป็นบริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก ยังคงเดินหน้าสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาของ Bitcoin จะยังคงซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยสะสมของบริษัทซึ่งอยู่ที่ประมาณ 75,700 ดอลลาร์ต่อ BTC </p><p class="paragraph"> ตามเอกสารยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่า Strategy ได้เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มจำนวน 1,587 BTC ในช่วงระหว่างวันที่ 8 มิถุนายนถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/19155b25-4c58-4bfe-bff3-8b2f3d775b54" alt="( ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ )&nbsp;"><figcaption class="fig-cap">( ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ )&nbsp;</figcaption></figure><p class="paragraph"> การซื้อครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่ราคาเฉลี่ย 63,024 ดอลลาร์ต่อ Bitcoin ส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยรวมของ Bitcoin ทั้งหมดที่บริษัทถือครองลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 75,656 ดอลลาร์ต่อ BTC </p><p class="paragraph"> หลังการซื้อดังกล่าว Strategy ถือครอง Bitcoin รวมทั้งสิ้น 846,842 BTC โดยใช้เงินลงทุนสะสมประมาณ 64,000 ล้านดอลลาร์ หากอ้างอิงราคาตลาดปัจจุบันที่ประมาณ 66,216 ดอลลาร์ต่อ BTC มูลค่าพอร์ต Bitcoin ของบริษัทจะอยู่ที่ราว 56,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก CoinGecko </p><h2>ระดมทุนผ่านการขายหุ้น MSTR</h2><p class="paragraph"> เช่นเดียวกับการเข้าซื้อ Bitcoin จำนวน 1,550 BTC ที่ประกาศก่อนหน้านี้ Strategy ยังคงใช้วิธีระดมทุนผ่านการขายหุ้นสามัญประเภท Class A หรือหุ้น MSTR เพื่อจัดหาเงินสำหรับการซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม </p><p class="paragraph"> ในเอกสารดังกล่าว บริษัทเปิดเผยว่าได้ระดมทุนสุทธิประมาณ 209 ล้านดอลลาร์จากการขายหุ้น MSTR จำนวน 1.73 ล้านหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าว </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน โครงการหุ้นบุริมสิทธิของบริษัท ได้แก่ STRC, STRF, STRK และ STRD ไม่มีการออกหุ้นเพิ่มเติมในสัปดาห์ที่ผ่านมา </p><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก STRC.live ซึ่งติดตามสถานะของหุ้นบุริมสิทธิ Strategy ระบุว่า หุ้น STRC ยังคงซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ที่ 100 ดอลลาร์ต่อหุ้นเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน ณ วันที่ 12 มิถุนายน โดยราคายังคงเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงกลางระดับ 96 ดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดที่หุ้นซื้อขายต่ำกว่าราคาพาร์นับตั้งแต่เปิดตัว </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/dbbbc41e-1152-48ab-9487-b2a8aea46036" alt="( ที่มา :&nbsp;STRC.live )"><figcaption class="fig-cap">( ที่มา :&nbsp;STRC.live )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ทั้งนี้ หุ้น STRC ปิดการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 94.80 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 1% ตามข้อมูลจาก TradingView </p><h2>Michael Saylor ส่งสัญญาณก่อนประกาศซื้อ Bitcoin</h2><p class="paragraph"> ก่อนการเปิดเผยข้อมูลการซื้อ Bitcoin รอบล่าสุด Michael Saylor ประธานกรรมการบริหารของ Strategy ได้โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อวันอาทิตย์ว่า </p><p class="paragraph"> “Still adding dots” </p><p class="paragraph"> ซึ่งเป็นวลีที่นักลงทุนจำนวนมากมักตีความว่าเป็นสัญญาณล่วงหน้าว่าบริษัทกำลังจะประกาศการเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/a75cc727-e040-4e45-b48a-fb172efc9393" alt="( ที่มา :&nbsp;Michael Saylor )"><figcaption class="fig-cap">( ที่มา :&nbsp;Michael Saylor )</figcaption></figure><p class="paragraph"> การซื้อครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียงประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากที่ Strategy เปิดเผยการขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นการขาย Bitcoin ครั้งแรกของบริษัท </p><p class="paragraph"> แม้ว่าปริมาณดังกล่าวจะคิดเป็นเพียงส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับการถือครองทั้งหมด แต่ก็ได้จุดกระแสถกเถียงในชุมชนคริปโตเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนระยะยาวของบริษัท โดยมีบางฝ่ายตั้งคำถามว่า Strategy กำลังเปลี่ยนจุดยืนจากแนวทางเดิม </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม Saylor ได้ออกมาชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า บริษัทที่ดำเนินกลยุทธ์คลังสำรอง Bitcoin จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นในการขายสินทรัพย์บางส่วนในบางโอกาส เพื่อรองรับการบริหารจัดการหลักทรัพย์ที่มีการจ่ายเงินปันผล และไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะละทิ้งกลยุทธ์การสะสม Bitcoin ในระยะยาวแต่อย่างใด </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/strategy-michael-saylor-1587-btc-buy-100-million">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/039c9c08-9f08-4bba-924f-6467696fcaf7/hams-rectangle-template-2026-06-16t124754.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[BitMine เดินหน้าสะสม ETH ต่อเนื่อง ดันมูลค่าการถือครองเข้าใกล้ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ตลาดขาลงยังกดดัน]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/bitmine-eth-holdings-near-10b-bear-market-accumulation</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/bitmine-eth-holdings-near-10b-bear-market-accumulation</link>
        <pubDate>Tue, 16 Jun 2026 04:37:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[BitMine ยังคงเข้าซื้อ Ether อย่างต่อเนื่องท่ามกลางภาวะตลาดขาลง ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองเข้าใกล้ 5% ของอุปทานทั้งหมด ขณะเดียวกันยังสร้างรายได้จากการ Staking แม้ Ethereum กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> BitMine Immersion Technologies บริษัทด้านการบริหารคลังสินทรัพย์ดิจิทัล เดินหน้าสะสม Ether (ETH) เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดคริปโตจะยังอยู่ในภาวะซบเซาและราคาสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่ยังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก </p><p class="paragraph"> บริษัทเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า ได้เข้าซื้อ ETH เพิ่มอีก 76,881 เหรียญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ราคา ETH ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์ชั่วคราว ส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยในการถือครองของบริษัทมีแนวโน้มลดลง โดย BitMine ยังคงดำเนินกลยุทธ์สะสม ETH อย่างต่อเนื่องโดยไม่คำนึงถึงความผันผวนระยะสั้นของราคา </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/2c2352f0-8d1e-4dc9-a75f-9723feb15e7b" alt="BitMine กำลังเผชิญกับการขาดทุนทางบัญชีจำนวนมหาศาลจากการถือครอง ETH (&nbsp;ที่มา : DropsTab )"><figcaption class="fig-cap">BitMine กำลังเผชิญกับการขาดทุนทางบัญชีจำนวนมหาศาลจากการถือครอง ETH (&nbsp;ที่มา : DropsTab )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ปัจจุบัน BitMine ถือครอง ETH รวมทั้งสิ้น 5,620,754 เหรียญ ที่ต้นทุนเฉลี่ย 1,718 ดอลลาร์ต่อเหรียญ </p><p class="paragraph"> แม้ว่ามูลค่าพอร์ต ETH ของบริษัทจะอยู่ที่ราว 10,200 ล้านดอลลาร์ตามราคาตลาดปัจจุบัน แต่ข้อมูลจาก DropsTab ระบุว่าบริษัทยังคงมีผลขาดทุนที่ทางบัญชีออยู่เกือบ 9,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าระดับที่เคยทำจุดสูงสุดในอดีต </p><p class="paragraph"> การเข้าซื้อครั้งล่าสุดทำให้ BitMine เข้าใกล้เป้าหมายการถือครอง ETH คิดเป็น 5% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมดของ Ethereum ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 120.68 ล้านเหรียญ โดยบริษัทถือครอง ETH แล้วราว 4.66% ของอุปทานทั้งหมด </p><p class="paragraph"> นอกจากการสะสม ETH แล้ว BitMine ยังนำเหรียญกว่า 4.1 ล้าน ETH หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,100 ล้านดอลลาร์ ไปทำ Staking บนเครือข่าย Ethereum เพื่อรับผลตอบแทนจากการช่วยรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย ซึ่งช่วยสร้างกระแสรายได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงที่ราคา ETH ปรับตัวลง </p><h2>Ethereum ยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน</h2><p class="paragraph"> แม้ BitMine จะยังคงเชื่อมั่นใน Ethereum แต่ระบบนิเวศของ Ethereum กำลังเผชิญความท้าทายหลายประการในปีนี้ </p><p class="paragraph"> หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือแรงกดดันต่อโมเดลธุรกิจของบริษัทที่ถือครองคริปโตเป็นสินทรัพย์สำรอง หลังจากราคาสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กองทุน Spot Ether ETF ในสหรัฐฯ เผชิญกระแสเงินไหลออกต่อเนื่อง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการไหลออกสุทธิติดต่อกัน 4 วัน และตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมมีหลายวันที่ยอดไหลออกต่อวันสูงกว่า 60 ล้านดอลลาร์ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/c6b113d4-f457-4ef0-8284-9a7aebd2dee4" alt="การร่วงลงของราคา ETH เกิดขึ้นพร้อมกับเงินทุนไหลออกครั้งใหญ่จากกองทุน Spot ETF ( ที่มา :&nbsp;ที่มา: SoSoValue )"><figcaption class="fig-cap">การร่วงลงของราคา ETH เกิดขึ้นพร้อมกับเงินทุนไหลออกครั้งใหญ่จากกองทุน Spot ETF ( ที่มา :&nbsp;ที่มา: SoSoValue )</figcaption></figure><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม กองทุน ETH ETF ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ อย่าง ETHA ของ BlackRock ยังคงมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่าประมาณ 4.75 พันล้านดอลลาร์ และถือครอง ETH คิดเป็นประมาณ 2.36% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน Ethereum ยังเผชิญคำถามเกี่ยวกับกลยุทธ์การขยายเครือข่ายผ่าน Layer-2 ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มความเร็วและลดค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม แต่การที่กิจกรรมจำนวนมากย้ายออกจากเครือข่ายหลัก ไปยัง Layer-2 อาจส่งผลให้ Ethereum ได้รับรายได้จากค่าธรรมเนียมน้อยลง รวมถึงเผาเหรียญ ETH ลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อคุณสมบัติด้านการลดอุปทานของเครือข่ายในระยะยาว </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ Ethereum Foundation ยังเผชิญความไม่แน่นอนภายในองค์กร หลังมีผู้บริหาร นักวิจัย และผู้มีส่วนร่วมหลักอย่างน้อย 9 คนลาออกในปีนี้ นับเป็นหนึ่งในช่วงที่เกิดการสูญเสียบุคลากรสำคัญมากที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร ท่ามกลางการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่และการถกเถียงจากชุมชนเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา การกำกับดูแล และบทบาทของ Ethereum Foundation ต่ออนาคตของเครือข่าย Ethereum ในระยะยาว </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/bitmine-eth-holdings-near-10b-bear-market-accumulation">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/1410e516-7a6e-4c99-a865-476e0073aabc/hams-rectangle-template-2026-06-16t113731.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Metaplanet รุกธุรกิจหลักทรัพย์ ซื้อกิจการ Siiibo มูลค่า 13.1 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าสร้างระบบการเงินบน Bitcoin ในญี่ปุ่น]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/metaplanet-to-form-securities-arm-through-siiibo-acquisition</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/metaplanet-to-form-securities-arm-through-siiibo-acquisition</link>
        <pubDate>Sat, 13 Jun 2026 11:18:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[Metaplanet เตรียมเข้าซื้อกิจการ Siiibo Securities มูลค่า 2.1 พันล้านเยน เพื่อจัดตั้งธุรกิจหลักทรัพย์ภายใต้ชื่อ Metaplanet Securities ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Project Nova แผนยุทธศาสตร์ในการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย Bitcoin ในประเทศญี่ปุ่น]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Metaplanet บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวที่เป็นที่รู้จักจากกลยุทธ์สะสม Bitcoin ประกาศเข้าซื้อกิจการ Siiibo Securities บริษัทหลักทรัพย์สัญชาติญี่ปุ่น ด้วยมูลค่า 2.1 พันล้านเยน หรือประมาณ 13.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้งธุรกิจหลักทรัพย์ภายใต้เครือของบริษัท และขยายบทบาทในภาคการเงินดิจิทัลของประเทศ </p><p class="paragraph"> บริษัทระบุว่าได้ลงนามในข้อตกลงซื้อหุ้นเพื่อเข้าถือครอง Siiibo Securities ทั้งหมด 100% โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังจากนั้นบริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น “Metaplanet Securities” และดำเนินงานในฐานะบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย Metaplanet </p><p class="paragraph"> Simon Gerovich ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Metaplanet กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของ “Project Nova” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทในการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่มี Bitcoin เป็นศูนย์กลางในประเทศญี่ปุ่น </p><p class="paragraph"> “เราจะพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านผลตอบแทนที่อ้างอิงกับ Bitcoin ให้แก่นักลงทุนญี่ปุ่นโดยตรง โดยมี Bitcoin จำนวน 40,177 BTC ที่อยู่ในงบดุลของบริษัทเป็นฐานสนับสนุน” Gerovich กล่าว </p><p class="paragraph"> Metaplanet ระบุว่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ แพลตฟอร์มการออกหุ้นกู้ภาคเอกชน และฐานลูกค้าของ Siiibo จะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น ตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับ Bitcoin รวมถึงเปิดช่องทางเข้าถึงนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนในตลาดญี่ปุ่นได้โดยตรง </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/4fa2c852-5947-4ccf-91c2-976ce3b6d880" alt="คลังสำรอง Bitcoin ของบริษัท Metaplanet ( ที่มา :&nbsp;Bitcoin Treasuries )"><figcaption class="fig-cap">คลังสำรอง Bitcoin ของบริษัท Metaplanet ( ที่มา :&nbsp;Bitcoin Treasuries )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ปัจจุบัน Metaplanet ถือครอง Bitcoin มูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 457,600 ล้านเยน หรือประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทกลายเป็นองค์กรจดทะเบียนที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในญี่ปุ่น และมากเป็นอันดับสามของโลก ตามข้อมูลจาก Bitcoin Treasuries </p><h2>ญี่ปุ่นเดินหน้าปรับกฎเกณฑ์ เปิดทางสินทรัพย์ดิจิทัลสู่ตลาดการเงิน</h2><p class="paragraph"> การขยายเข้าสู่ธุรกิจหลักทรัพย์ของ Metaplanet เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบในญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลมีบทบาทใกล้ชิดกับตลาดทุนแบบดั้งเดิมมากขึ้น </p><p class="paragraph"> รายงานระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่จะนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่กรอบกำกับดูแลด้านตราสารทางการเงิน ซึ่งอาจปูทางไปสู่การอนุมัติกองทุน ETF ที่อ้างอิงคริปโต รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้เอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ ผู้เล่นรายสำคัญในตลาดการเงินญี่ปุ่นยังเริ่มทดสอบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในตลาดทุน โดย Japan Securities Clearing Corporation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Japan Exchange Group ได้ร่วมมือกับ Mizuho, Nomura และ Digital Asset เพื่อทดสอบการใช้พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในรูปแบบหลักประกันดิจิทัลบนเครือข่าย Canton Network </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน SBI Shinsei Bank มีรายงานว่ากำลังพัฒนาบริการเงินฝากที่มอบรางวัลในรูปแบบ Bitcoin, Ether และ XRP ผ่านแพลตฟอร์ม SBI VC Trade สะท้อนถึงความพยายามของภาคการเงินญี่ปุ่นในการผสานสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับบริการทางการเงินกระแสหลักมากขึ้น </p><p class="paragraph"> การเข้าซื้อ Siiibo Securities ของ Metaplanet จึงไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจของบริษัทเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวโน้มที่สถาบันการเงินและองค์กรขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นกำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคที่ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระบบการเงินของประเทศ </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/metaplanet-to-form-securities-arm-through-siiibo-acquisition">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/11a53581-5d4f-4374-9bbe-c6ca0547cc67/hams-rectangle-template-2026-06-13t181822.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Galaxy Research ชี้ Bitcoin อาจไม่ร่วงลึกเหมือนอดีต แม้ยังไม่ยืนยันจุดต่ำสุดของรอบนี้]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/bitcoins-calm-top-challenges-old-bottom-targets-what-traders-need-to-know</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/bitcoins-calm-top-challenges-old-bottom-targets-what-traders-need-to-know</link>
        <pubDate>Sat, 13 Jun 2026 11:04:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[งานวิจัยใหม่จาก Galaxy Research ระบุว่า Bitcoin อาจสร้างจุดต่ำสุดของรอบนี้ในระดับราคาที่สูงกว่าตลาดขาลงรอบก่อน ๆ เนื่องจากจุดสูงสุดของรอบที่ผ่านมาไม่ได้เกิดแรงเก็งกำไรเหมือนในอดีต แต่สัญญาณการสร้างฐานยังไม่สมบูรณ์ และความต้องการซื้อ Bitcoin ยังคงอ่อนแรง]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> แม้ Bitcoin จะเผชิญแรงขายอย่างหนักตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่งานวิจัยล่าสุดจาก Galaxy Digital ชี้ว่าจุดต่ำสุดของตลาดขาลงรอบปัจจุบันอาจไม่รุนแรงเท่ารอบก่อน ๆ เนื่องจากลักษณะของจุดสูงสุดในปี 2025 แตกต่างจากรอบตลาดที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ </p><p class="paragraph"> Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Galaxy Research ได้วิเคราะห์ข้อมูลตลาด Bitcoin ทุกวัฏจักรที่ผ่านมา และพบว่ารูปแบบวงจร 4 ปีของ Bitcoin ยังคงสอดคล้องกับสถิติ </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างคือการปรับฐานหลังจุดสูงสุดมีแนวโน้มลดความรุนแรงลงเรื่อย ๆ โดยตลาดขาลงในอดีตเคยปรับตัวลงถึง 85%, 84% และ 77% จากจุดสูงสุด ขณะที่รอบปัจจุบันปรับตัวลงประมาณ 51% เท่านั้น </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/e2def2a9-72b8-454c-a0d5-a44520fd457d" alt="การวิเคราะห์จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในรอบตลาด 4 ปีของ Bitcoin ( ที่มา :&nbsp;ที่มา: Galaxy Research/X)"><figcaption class="fig-cap">การวิเคราะห์จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในรอบตลาด 4 ปีของ Bitcoin ( ที่มา :&nbsp;ที่มา: Galaxy Research/X)</figcaption></figure><p class="paragraph"> Thorn อธิบายว่า จุดสูงสุดของ Bitcoin ในเดือนตุลาคม 2025 ไม่ได้มีลักษณะคล้ายจุดสูงสุดของรอบตลาดครั้งก่อน ๆ </p><p class="paragraph"> จากตัวชี้วัดการจับสัญญาณจุดสูงสุดทั้งหมด 11 ตัว มีเพียง 2 ตัวเท่านั้นที่ส่งสัญญาณเตือน ขณะที่ Pi Cycle Top Indicator ซึ่งเป็นตัวชี้วัดยอดนิยม ไม่ได้ส่งสัญญาณเลยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ ค่า MVRV Ratio ซึ่งใช้เปรียบเทียบมูลค่าตลาดกับต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือครอง Bitcoin ขึ้นไปสูงสุดเพียง 2.29 เท่า ขณะที่ในรอบก่อนหน้าเคยพุ่งขึ้นไปอยู่ระหว่าง 2.93 ถึง 5.91 เท่า </p><p class="paragraph"> Thorn มองว่าสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับ “ฐานราคา” ของ Bitcoin </p><p class="paragraph"> “บทสรุปสำคัญคือ จุดสูงสุดที่ไม่สูงเกินไปจะช่วยยกระดับจุดต่ำสุดของรอบได้ เพราะจุดสูงสุดในเดือนตุลาคมมีความเสถียรกว่ารอบก่อน ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่ายอยู่ที่ประมาณ 43.7% ของจุดสูงสุดตลอดกาล เทียบกับเพียง 34%, 21% และ 17% ในรอบก่อนหน้า” </p><h2>สัญญาณจุดต่ำสุดยังมาไม่ครบ</h2><p class="paragraph"> แม้จะมีเหตุผลสนับสนุนว่าจุดต่ำสุดอาจอยู่สูงขึ้น แต่ Galaxy ระบุว่าสัญญาณยืนยันการสร้างฐานยังไม่ครบถ้วน </p><p class="paragraph"> จากตัวชี้วัดการหาจุดต่ำสุดทั้งหมด 13 ตัว มีเพียง 4 ตัวเท่านั้นที่ส่งสัญญาณแล้ว ขณะที่สัญญาณสำคัญหลายตัวยังคงนิ่ง </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/9873819b-b7dd-4ef8-8a26-094728503639" alt="ตารางตัวชี้วัดจุดต่ำสุดของรอบตลาด Bitcoin ( ที่มา :&nbsp;Galaxy Research/X )"><figcaption class="fig-cap">ตารางตัวชี้วัดจุดต่ำสุดของรอบตลาด Bitcoin ( ที่มา :&nbsp;Galaxy Research/X )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ด้านมุมมองเชิงเวลา ตลาดขาลงในอดีตมักสร้างจุดต่ำสุดหลังจากสร้างจุดสูงสุดประมาณ 12-13 เดือน </p><p class="paragraph"> ขณะที่การปรับฐานครั้งนี้เพิ่งดำเนินมาได้ประมาณ 8 เดือน ทำให้ยังมีโอกาสที่การทำจุดต่ำสุดจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง </p><h2>Galaxy ประเมินกรอบราคาจุดต่ำสุดที่หลายระดับราคา</h2><p class="paragraph"> จากต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่าย Bitcoin ในปัจจุบันที่ประมาณ 53,600 ดอลลาร์ Galaxy ได้จัดทำ 3 สถานะการสำหรับจุดต่ำสุดของรอบนี้&nbsp;กรณีแบบปกติ 40,000 – 46,000 ดอลลาร์ กรณีเลวร้าย 30,000 – 37,000 ดอลลาร์ และกรณีดีที่สุด 51,000 – 54,000 ดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม Thorn เตือนว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ระดับที่ตายตัว เพราะต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่ายสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากเกิดแรงขายในตลาด </p><p class="paragraph"> “หากเกิดการเทขายครั้งใหญ่ ผู้ถือจำนวนมากอาจยอมขายขาดทุน ส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่ายลดลงตาม และอาจทำให้ระดับฐานราคาที่ประเมินไว้บริเวณ 40,000 ดอลลาร์ ลดลงไปใกล้ 28,000 ดอลลาร์ได้” </p><h2>CryptoQuant ชี้ความต้องการยังคงอ่อนแรง</h2><p class="paragraph"> แม้ราคา Bitcoin จะเริ่มเข้าใกล้ระดับที่เคยเป็นจุดต่ำสุดของตลาดขาลงในอดีต แต่ข้อมูลจาก CryptoQuant ยังคงสะท้อนภาพที่ต้องระมัดระวัง </p><p class="paragraph"> ปัจจุบัน Bitcoin ซื้อขายอยู่บริเวณ 59,000 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่ายที่ 53,600 ดอลลาร์เพียงประมาณ 9% </p><p class="paragraph"> ในอดีต จุดต่ำสุดสำคัญหลายครั้ง รวมถึงช่วงการล่มสลายของ FTX ในปี 2022 มักเกิดขึ้นเมื่อราคาลงมาแตะหรือต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยดังกล่าว </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ CryptoQuant ยังพบว่าความต้องการรวมจากทั้งตลาด Spot และตลาด Futures ปรับตัวลดลงถึง 652,000 BTC ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปรับลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน ดัชนีวัดความต้องการระยะ 1 ปีของบริษัทก็พลิกเข้าสู่แดนลบแล้ว สะท้อนว่าปัจจุบันจำนวนผู้ซื้อ Bitcoin ใหม่มีน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน </p><p class="paragraph"> แม้ข้อมูลจาก Galaxy จะบ่งชี้ว่าตลาดขาลงรอบนี้อาจไม่รุนแรงเท่ารอบก่อน แต่การที่สัญญาณการสร้างฐานยังไม่ครบถ้วน และความต้องการยังคงอ่อนแรง ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากยังมองว่าการหาจุดต่ำสุดที่แท้จริงของ Bitcoin อาจยังไม่สิ้นสุดลงในเร็ว ๆ นี้ </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/markets/bitcoins-calm-top-challenges-old-bottom-targets-what-traders-need-to-know">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/33a51f77-0038-4abf-ad14-c3bbcd8dcc4b/hams-rectangle-template-2026-06-13t180404.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[แห่จองล้น! แคมเปญ IPO แบบ Tokenized ของ SpaceX บน Binance ดึงเงินกว่า 557 ล้านดอลลาร์ ก่อนเข้าตลาดหุ้น]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/spacex-ipo-550m-binance-crypto-rails-front-run-wall-street-pre-ipo-price-discovery</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/spacex-ipo-550m-binance-crypto-rails-front-run-wall-street-pre-ipo-price-discovery</link>
        <pubDate>Fri, 12 Jun 2026 13:34:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[กระแสความสนใจใน SpaceX ยังคงร้อนแรง เมื่อแคมเปญ Tokenized IPO บน Binance สามารถดึงเงินฝากได้มากกว่า 557 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนเกือบ 28,000 ราย สะท้อนความต้องการเข้าถึงหุ้นก่อน IPO ผ่านตลาดคริปโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> ความคาดหวังต่อการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ SpaceX กำลังสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในวงการคริปโต หลังแคมเปญ Tokenized IPO ของ Binance สามารถระดมเงินฝากในรูปแบบ USDC ได้มากกว่า 557 ล้านดอลลาร์จากผู้เข้าร่วมประมาณ 27,689 กระเป๋าเงินดิจิทัล ก่อนการเปิดซื้อขายหุ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มิถุนายน </p><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก Dune Analytics แสดงให้เห็นว่านักลงทุนรายย่อยมีส่วนร่วมอย่างคึกคัก โดยกระเป๋าเงินที่ฝากเงินไม่เกิน 20,000 ดอลลาร์คิดเป็นมากกว่า 81% ของผู้เข้าร่วมทั้งหมด แม้ว่าจะคิดเป็นเพียง 18.39% ของเม็ดเงินรวมก็ตาม </p><p class="paragraph"> ในขณะเดียวกัน นักลงทุนรายใหญ่ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยมี 114 กระเป๋าเงินที่ฝากเงินมากกว่า 500,000 ดอลลาร์ต่อราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10.2% ของเงินทุนทั้งหมดในแคมเปญ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/877f650c-066c-429d-9189-f4d79f132c3e" alt="สัญญา Perpetual Futures ของ SpaceX ซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 179 ดอลลาร์ บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid, Binance และกระดานเทรดคริปโตอื่น ๆ (&nbsp;ที่มา : ข้อมูลจาก Talos )"><figcaption class="fig-cap">สัญญา Perpetual Futures ของ SpaceX ซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 179 ดอลลาร์ บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid, Binance และกระดานเทรดคริปโตอื่น ๆ (&nbsp;ที่มา : ข้อมูลจาก Talos )</figcaption></figure><h2>ตลาดคริปโตกลายเป็นเวทีค้นหาราคาหุ้นก่อน IPO</h2><p class="paragraph"> SpaceX กำลังเตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก (IPO) ด้วยเป้าหมายระดมทุน 75,000 ล้านดอลลาร์ ที่ราคา 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม ตลาดคริปโตกลับประเมินมูลค่าของบริษัทสูงกว่านั้น </p><p class="paragraph"> รายงานจาก Talos ระบุว่า สัญญา Perpetual Futures ของ SpaceX บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid เคยซื้อขายในช่วง 180-200 ดอลลาร์ต่อหน่วย หลังเปิดตลาด Pre-IPO เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งสะท้อนมูลค่าบริษัทใกล้เคียง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> แม้ว่าราคาจะปรับตัวลงมาใกล้ระดับ IPO อย่างเป็นทางการในช่วงต้นสัปดาห์ แต่ล่าสุดกลับดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 179 ดอลลาร์อีกครั้ง </p><p class="paragraph"> Talos มองว่าตลาดคริปโตกำลังกลายเป็นพื้นที่ใหม่สำหรับการค้นหาราคาหุ้นก่อน IPO โดยยกตัวอย่างกรณีของบริษัท Cerebras ซึ่งสัญญา Pre-IPO บน Hyperliquid สามารถประเมินราคาเปิดซื้อขายวันแรกในตลาด Nasdaq ได้ใกล้เคียงความจริงอย่างมาก โดยคลาดเคลื่อนเพียง 1.3% </p><h2>นักลงทุนจำนวนมากเชื่อ SpaceX จะมีมูลค่าเกิน 2 ล้านล้านดอลลาร์</h2><p class="paragraph"> บนแพลตฟอร์มทำนายผลอย่าง Polymarket นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมองบวกต่อ SpaceX อย่างชัดเจน </p><p class="paragraph"> ข้อมูลล่าสุดระบุว่า 56% ของผู้เข้าร่วมคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของ SpaceX หลังปิดการซื้อขายวันแรกจะอยู่ในช่วง 2-2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่อีก 25% มองว่าบริษัทจะมีมูลค่าระหว่าง 1.5-2 ล้านล้านดอลลาร์ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/c90973fa-8e13-4922-a6fb-562992b1883c" alt="การเดิมพันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันปิดการซื้อขายช่วง IPO ของ SpaceX บน Polymarket (&nbsp;ที่มา : Polymarket.com )"><figcaption class="fig-cap">การเดิมพันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันปิดการซื้อขายช่วง IPO ของ SpaceX บน Polymarket (&nbsp;ที่มา : Polymarket.com )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดจำนวนมากยังเชื่อว่าราคาหุ้น SpaceX อาจปรับตัวขึ้นเหนือระดับที่กำหนดไว้ในการเสนอขาย IPO </p><h2>เว็บเทรดคริปโตเร่งเปิดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ SpaceX</h2><p class="paragraph"> ความนิยมของ SpaceX ยังผลักดันให้แพลตฟอร์มคริปโตหลายแห่งเร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงกับหุ้นของบริษัท </p><p class="paragraph"> ล่าสุด OKX ประกาศเตรียมเปิดให้ซื้อขาย X-Perps ที่อ้างอิง SpaceX สำหรับนักลงทุนในยุโรป โดยสามารถใช้ Leverage ได้สูงสุดถึง 10 เท่า </p><p class="paragraph"> ก่อนหน้านี้แพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Binance, Coinbase, Kraken, Bybit, Bitget และ Blockchain.com ต่างก็เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ SpaceX แล้วเช่นกัน </p><p class="paragraph"> การเติบโตของตลาด Pre-IPO บนโลกคริปโตสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ที่นักลงทุนต้องการเข้าถึงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ก่อนเข้าตลาดหุ้นจริง ขณะเดียวกันก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเข้ามาเชื่อมโยงกับตลาดทุนแบบดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในระดับโลก </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/spacex-ipo-550m-binance-crypto-rails-front-run-wall-street-pre-ipo-price-discovery">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/6f81ee13-5963-4755-9dfc-bf43ede486a9/hams-rectangle-template-2026-06-12t203413.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[ตลาดผันผวนหนัก! หุ้นเทคโนโลยีร่วง น้ำมันพุ่ง กดดัน Bitcoin เสี่ยงหลุด 60,000 ดอลลาร์]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/big-tech-crash-oil-volatility-rattles-markets-will-bitcoin-hold-above-60k</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/big-tech-crash-oil-volatility-rattles-markets-will-bitcoin-hold-above-60k</link>
        <pubDate>Fri, 12 Jun 2026 12:13:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[แรงขายในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และเงินทุนไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF กว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ กำลังกดดันตลาดคริปโตอย่างหนัก ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่า Bitcoin ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงได้ และมีโอกาสหลุดแนวรับสำคัญที่ 60,000 ดอลลาร์]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Bitcoin กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังตลาดการเงินโลกเข้าสู่ภาวะผันผวนจากการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่อาจกลับมาอีกครั้ง </p><p class="paragraph"> ดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวลดลงถึง 7.5% ภายในเวลาเพียง 7 วัน ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปกว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ามูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ทั้งระบบ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/70a58a4d-5af9-4f70-9e29-f3310e4beca6" alt="กราฟเปรียบเทียบระหว่าง Nasdaq 100 กับคู่เงิน Bitcoin/USD (&nbsp;ที่มา : TradingView )"><figcaption class="fig-cap">กราฟเปรียบเทียบระหว่าง Nasdaq 100 กับคู่เงิน Bitcoin/USD (&nbsp;ที่มา : TradingView )</figcaption></figure><p class="paragraph"> การปรับฐานดังกล่าวทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่าระดับแนวรับสำคัญบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ของ Bitcoin อาจถูกทดสอบอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ </p><h2>ราคาน้ำมันพุ่ง ดันความกังวลเงินเฟ้อกลับมา</h2><p class="paragraph"> หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดคือความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล </p><p class="paragraph"> ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่าภาวะเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อ และบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ </p><p class="paragraph"> ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงแรงงานสหรัฐยังตอกย้ำความกังวลดังกล่าว หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 </p><p class="paragraph"> ผลจากข้อมูลดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักถึง 40% ที่ Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียง 5% เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตามข้อมูลจาก CME FedWatch Tool </p><h2>ตลาดปรับลดความเสี่ยง ส่งผลต่อ Bitcoin</h2><p class="paragraph"> สัญญา Bitcoin Futures ล่าสุดซื้อขายด้วยราคา Premium ต่ำกว่า 4% เมื่อเทียบกับตลาด Spot ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับปกติและสะท้อนว่าความต้องการใช้ Leverage ฝั่งขาขึ้นยังคงอ่อนแรง </p><p class="paragraph"> ในขณะเดียวกัน การเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX มูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยมีความต้องการซื้อสูงกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายมากกว่า 2 เท่า </p><p class="paragraph"> นักวิเคราะห์มองว่าเม็ดเงินจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีและโครงการด้าน AI แทนที่จะเข้าสู่ตลาดคริปโต </p><p class="paragraph"> Google ประกาศแผนระดมทุน 80,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Oracle และ Super Micro Computer เตรียมระดมทุนอีก 40,000 ล้านดอลลาร์ และ 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายรายยังไม่มองว่าหุ้น AI กำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ โดยเฉพาะหลัง SpaceX สามารถสร้างสถิติ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยมูลค่าบริษัทราว 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ </p><h2>Strategy หยุดซื้อ Bitcoin ชั่วคราว ซ้ำเติมแรงกดดัน</h2><p class="paragraph"> อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดคือการที่บริษัท Strategy ของ Michael Saylor ตัดสินใจชะลอการสะสม Bitcoin ชั่วคราว เพื่อบริหารภาระหนี้จากหุ้นกู้แปลงสภาพ </p><p class="paragraph"> การตัดสินใจดังกล่าวทำให้เงินสดสำรองของบริษัทเหลือเพียงพอสำหรับการจ่ายเงินปันผลประมาณ 7 เดือน และส่งผลให้หุ้นบุริมสิทธิ STRC ซื้อขายต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสำคัญสำหรับการระดมทุนเพิ่มเติม </p><p class="paragraph"> ในอดีต Strategy ถือเป็นหนึ่งในผู้ซื้อ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของตลาด และมีบทบาทสำคัญต่อแรงซื้อจากสถาบัน </p><h2>เงินไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF กว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์</h2><p class="paragraph"> ข้อมูลล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐมีเงินไหลออกสุทธิกว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว </p><p class="paragraph"> ตัวเลขดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนความต้องการลงทุนจากสถาบัน ซึ่งในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยดันราคา Bitcoin ขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ </p><p class="paragraph"> เมื่อแรงซื้อจาก ETF ชะลอตัวลง ประกอบกับภาวะตลาดการเงินโลกที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากขึ้น Bitcoin จึงยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากการปรับฐานของตลาดหุ้นได้อย่างที่นักลงทุนบางส่วนคาดหวัง </p><p class="paragraph"> ด้วยแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และการไหลออกของเงินทุนจาก ETF นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงที่ Bitcoin จะปรับตัวลงต่ำกว่าแนวรับสำคัญบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ยังคงมีอยู่ และยังไม่ควรถูกมองข้ามในระยะสั้น </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/markets/big-tech-crash-oil-volatility-rattles-markets-will-bitcoin-hold-above-60k">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/78f0553d-eb24-48f5-bb09-d0058e9b712b/hams-rectangle-template-2026-06-12t191245.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง 4.2% กดดัน Bitcoin และทองคำ นักวิเคราะห์เตือน BTC เสี่ยงหลุด 60,000 ดอลลาร์]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/pressure-on-bitcoin-and-gold-increases-as-us-inflation-tops-4</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/pressure-on-bitcoin-and-gold-increases-as-us-inflation-tops-4</link>
        <pubDate>Thu, 11 Jun 2026 13:45:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[นักวิเคราะห์มองว่า Bitcoin และทองคำอาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง หลังอัตราเงินเฟ้อสหรัฐในเดือนพฤษภาคมพุ่งแตะ 4.2% ทำลายความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และเพิ่มความเสี่ยงที่ Bitcoin อาจร่วงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ในระยะสั้น]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Bitcoin และทองคำกำลังเผชิญความท้าทายรอบใหม่ หลังข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐประจำเดือนพฤษภาคมออกมาสูงถึง 4.2% ส่งผลให้นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในปีนี้ </p><p class="paragraph"> ข้อมูลดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานจะทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินลดลง และเพิ่มต้นทุนในการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/57f59137-04b1-457b-b5d9-a4639b14c461" alt="อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ( ที่มา : Trading Economics )"><figcaption class="fig-cap">อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ( ที่มา : Trading Economics )</figcaption></figure><h2>Bitcoin และทองคำเผชิญแรงขาย ขณะที่น้ำมันพุ่งแรง</h2><p class="paragraph"> ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 Bitcoin ปรับตัวลดลงแล้วประมาณ 36% นับตั้งแต่เดือนมกราคม ขณะที่ราคาทองคำร่วงลงราว 23% จากจุดสูงสุดเมื่อต้นปี </p><p class="paragraph"> ในทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันดิบกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก </p><p class="paragraph"> Iggy Ioppe ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัทซื้อขายสถาบัน Theo กล่าวว่า ตัวเลข CPI ที่ออกมาตามคาดยังคงทำให้ Fed ต้องใช้ท่าทีระมัดระวัง และยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเร่งลดดอกเบี้ย </p><p class="paragraph"> “สำหรับ Bitcoin ตัวเลขเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้เป็นปัจจัยบวกหรือลบอย่างชัดเจน แต่ก็ยังจำกัดความหวังเรื่องสภาพคล่องเพิ่มเติมในตลาด ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงยังคงเคลื่อนไหวตามแรงเก็งกำไรและการจัดพอร์ตมากกว่าปัจจัยพื้นฐานใหม่” </p><p class="paragraph"> เขายังเสริมว่า ทองคำยังอยู่ภายใต้แรงกดดันเช่นกัน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น </p><h2>สถาบันยังไม่พร้อมกลับเข้าซื้อ Bitcoin</h2><p class="paragraph"> Markus Thielen หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ 10x Research มองว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของ Bitcoin </p><p class="paragraph"> “เราไม่เชื่อว่าข้อมูลเงินเฟ้อชุดนี้จะดีพอที่จะกระตุ้นให้นักลงทุนสถาบันใน Wall Street กลับมาจัดสรรเงินเข้าสู่ Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญ” </p><p class="paragraph"> Thielen ระบุว่า นักลงทุนสถาบันต้องการเห็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าเงินเฟ้อกำลังลดลงอย่างยั่งยืน ก่อนที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นว่าความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน อาจสร้างความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลก และผลักดันให้ความคาดหวังเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอีกในช่วงฤดูร้อน </p><p class="paragraph"> ด้วยเหตุนี้ Thielen จึงมองว่า Bitcoin ยังคงอยู่ในสถานะเปราะบาง และมีโอกาสสูงขึ้นที่ราคาจะหลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า </p><h2>การกลับมาของตลาดขาขึ้นอาจต้องรอเงินเฟ้อลดลง</h2><p class="paragraph"> Tim Sun นักวิจัยอาวุโสจาก HashKey Group มองว่า แม้กระแสคาดการณ์เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยจะเริ่มร้อนแรงขึ้น แต่โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ยังค่อนข้างต่ำ </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะกลับมาได้อย่างจริงจังก็ต่อเมื่อเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว เปิดทางให้ Fed ลดดอกเบี้ย และช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน </p><p class="paragraph"> “เมื่อเงินเฟ้อลดลง การลดดอกเบี้ยจะกลายเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ ต้นทุนเงินทุนจะลดลง และความต้องการรับความเสี่ยงของนักลงทุนจะกลับมาอีกครั้ง” </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/d2ba68a9-d5b8-42c2-93ae-66e78f07c37b" alt="อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ( ที่มา : Trading Economics )"><figcaption class="fig-cap">อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ( ที่มา : Trading Economics )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ข้อมูลจากตลาด CME Futures ล่าสุดยังสะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักถึง 98.4% ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่จะถึงนี้ </p><p class="paragraph"> ในระยะสั้น ภาพรวมดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อ Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวม ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/pressure-on-bitcoin-and-gold-increases-as-us-inflation-tops-4">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/c996c91b-9c78-4579-8bc1-e78c7185af62/hams-rectangle-template-2026-06-11t204457.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[วัยรุ่นแคนาดาหลอกขโมยคริปโต 13 ล้านดอลลาร์ ใช้ชีวิตหรูเช่าเจ็ตส่วนตัว-ซื้อ Lamborghini ก่อนถูกจับ]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/teen-admits-to-scamming-13m-crypto-to-splurge-on-private-jets-lambo</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/teen-admits-to-scamming-13m-crypto-to-splurge-on-private-jets-lambo</link>
        <pubDate>Thu, 11 Jun 2026 12:34:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[อัยการสหรัฐเปิดเผยว่า Trenton Richard Johnston วัยรุ่นชาวแคนาดา ขโมยคริปโตมูลค่ากว่า 13 ล้านดอลลาร์ผ่านการหลอกลวงแบบ Social Engineering ก่อนนำเงินไปใช้ชีวิตหรูหราในไมอามีและลอสแอนเจลิส ทั้งรถซูเปอร์คาร์ เครื่องประดับ และเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Trenton Richard Johnston ชาวแคนาดา วัย 20 ปี ยอมรับสารภาพผิดในคดีสมคบคิดฟอกเงิน หลังถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในขบวนการหลอกลวงคริปโตที่ขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 13 ล้านดอลลาร์จากเหยื่อในสหรัฐ และนำเงินที่ได้ไปใช้จ่ายกับไลฟ์สไตล์หรูหราอย่างฟุ่มเฟือย </p><p class="paragraph"> อัยการสหรัฐระบุว่า Johnston และผู้ร่วมขบวนการใช้วิธี Social Engineering หรือการหลอกลวงทางจิตวิทยา โดยแอบอ้างเป็นพนักงานของ Google, Trezor และบริษัทคริปโตรายอื่น เพื่อหลอกให้เหยื่อเชื่อว่าบัญชีหรือกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนกำลังถูกเจาะระบบ ก่อนโน้มน้าวให้มอบข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การขโมยสินทรัพย์ </p><p class="paragraph"> คดีนี้ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนว่าการโจรกรรมคริปโตในปัจจุบันไม่ได้อาศัยการแฮ็กระบบที่ซับซ้อนเสมอไป แต่ใช้การสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงเหยื่อแทน </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/68675be3-4ff4-48e9-8f6d-6d06712fe859" alt="ภาพถ่ายประวัติอาชญากรรมของ Trenton Richard Johnston ( ที่มา : Miami-Dade County)"><figcaption class="fig-cap">ภาพถ่ายประวัติอาชญากรรมของ Trenton Richard Johnston ( ที่มา : Miami-Dade County)</figcaption></figure><h2>หลอกเป็น Google และ Trezor ก่อนขโมย Bitcoin มูลค่า 13 ล้านดอลลาร์</h2><p class="paragraph"> ตามเอกสารของศาล ขบวนการดังกล่าวเริ่มก่อเหตุราวเดือนมกราคม 2024 </p><p class="paragraph"> ในเดือนกุมภาพันธ์ Johnston สามารถหลอกเหยื่อรายหนึ่งให้เชื่อว่าบัญชี Gmail และบัญชี Coinbase ของเขาถูกแฮ็ก จนสามารถขโมย Ether มูลค่าประมาณ 41,000 ดอลลาร์ได้สำเร็จ </p><p class="paragraph"> ต่อมาในเดือนมีนาคม Johnston และพวกได้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จาก Google และ Trezor ติดต่อเหยื่ออีกรายในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยอ้างว่ามีผู้พยายามเข้าถึงกระเป๋าคริปโตของเหยื่อ ส่งผลให้เหยื่อสูญเสีย Bitcoin มูลค่าราว 13 ล้านดอลลาร์ </p><h2>ใช้เงินโจรกรรมซื้อ Lamborghini เช่าเจ็ตส่วนตัว</h2><p class="paragraph"> อัยการเปิดเผยว่า Johnston นำเงินคริปโตที่ขโมยมาได้ประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์ไปใช้จ่ายภายในเวลาเพียงสองเดือน เพื่อชีวิตหรูหราในเมืองไมอามีและลอสแอนเจลิส </p><p class="paragraph"> โดยได้รับความช่วยเหลือจาก Brandon Tardibone เจ้าของธุรกิจให้เช่ารถหรู ซึ่งภายหลังยอมรับสารภาพผิดในข้อหาฟอกเงินเช่นกัน </p><p class="paragraph"> เงินส่วนใหญ่ถูกนำไปซื้อและเช่ารถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์หลายคัน รวมถึง BMW สองคัน และ Lamborghini Aventador SVJ นอกจากนี้ยังถูกใช้ในการเช่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว บ้านพักหรูใน North Miami รวมถึงซื้อตั๋วเครื่องบินให้หญิงสาวสองคนจากนิวยอร์ก </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/f43e24c4-83e1-49b2-aea1-5310b11f94e2" alt="ภาพถ่ายรถยนต์ Lamborghini Aventador SVJ รถหรูระดับซูเปอร์คาร์ที่ทางอัยการระบุว่า Trenton Johnston ได้นำเงินที่ขโมยมาไปใช้เป็นค่าเช่า ( ที่มา : Wikimedia Commons )"><figcaption class="fig-cap">ภาพถ่ายรถยนต์ Lamborghini Aventador SVJ รถหรูระดับซูเปอร์คาร์ที่ทางอัยการระบุว่า Trenton Johnston ได้นำเงินที่ขโมยมาไปใช้เป็นค่าเช่า ( ที่มา : Wikimedia Commons )</figcaption></figure><h2>จุดจบเริ่มจากการขับ Rolls-Royce เร็วเกินกำหนด</h2><p class="paragraph"> เส้นทางการใช้ชีวิตหรูของ Johnston สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจรถ Rolls-Royce ของเขาจากข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนด </p><p class="paragraph"> ระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบยาเม็ดที่สงสัยว่าเป็นสารแอมเฟตามีนจำนวน 21 เม็ด ก่อนจะขยายผลยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และบันทึกลายมือ ซึ่งนำไปสู่การเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลวงคริปโตดังกล่าว </p><p class="paragraph"> หลังถูกจับกุม Johnston ได้ส่งมอบ Bitcoin จำนวน 53.16 BTC และ Ether จำนวน 275.23 ETH คืนให้ทางการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.7 ล้านดอลลาร์ตามราคาปัจจุบัน </p><p class="paragraph"> ภายใต้ข้อตกลงรับสารภาพและความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ อัยการเสนอให้ Johnston รับโทษจำคุกระหว่าง 51-63 เดือน พร้อมยกเลิกข้อหาฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์บางส่วน ซึ่งเดิมอาจทำให้เขาต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี </p><p class="paragraph"> ส่วน Tardibone เจ้าของธุรกิจให้เช่ารถหรู ถูกเสนอให้รับโทษจำคุกระหว่าง 27-33 เดือน </p><h2>ทางการสหรัฐเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมคริปโต</h2><p class="paragraph"> คดีของ Johnston ถือเป็นหนึ่งในหลายคดีที่สะท้อนความเข้มงวดของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสหรัฐต่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโต </p><p class="paragraph"> ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน ชายชาวแคลิฟอร์เนียวัย 22 ปี ถูกตัดสินจำคุก 70 เดือน จากการมีส่วนร่วมในเครือข่ายอาชญากรรมที่ขโมยคริปโตมูลค่ากว่า 263 ล้านดอลลาร์ผ่านการหลอกลวงและการโจรกรรม </p><p class="paragraph"> ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ พลเมืองจีนรายหนึ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากการดำเนินโครงการหลอกลวงคริปโตระดับโลกที่สร้างความเสียหายมากกว่า 73 ล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> Deddy Lavid CEO ของบริษัทด้านความปลอดภัยบล็อกเชน Cyvers กล่าวว่า อุตสาหกรรมคริปโตไม่สามารถพึ่งพาการให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป </p><p class="paragraph"> เขามองว่ากระเป๋าเงินดิจิทัล เว็บเทรด ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ และสถาบันการเงิน จำเป็นต้องมีระบบตรวจจับความเสี่ยง เพื่อระบุพฤติกรรมต้องสงสัย กระเป๋าเงินปลายทางที่มีความเสี่ยง และรูปแบบการฟอกเงิน ก่อนที่ธุรกรรมจะถูกดำเนินการสำเร็จ </p><p class="paragraph"> “สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจากการตามสืบสวนหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันการฉ้อโกงก่อนที่เงินจะถูกโอนออกจากบัญชี” เขากล่าว </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/teen-admits-to-scamming-13m-crypto-to-splurge-on-private-jets-lambo\">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/fbd02ed4-687e-4c56-86ca-f6cfc4a49988/hams-rectangle-template-2026-06-11t193353.png"></media:content>
        </item>
    </channel>
    
    </rss>